ย้อนความทรงจำ ฟรีคิกในตำนาน! ธวัชชัย ตะบันดับเกาหลีใต้

ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล หรือในวงการฟุตบอลไทยได้เรียกว่า โค้ช เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2517 ภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนชุนชนบ้านศาลาด่าน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ในส่วนของเส้นทางของสายกีฬาฟุตบอลนั้น เขาได้เริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก ๆ และติดเป็นนักกีฬาในทีมของจังหวัด ในชุดเยาวชนโค้กคัพ สามารถพาทีมไปคว้าแชมป์ของภาคใต้มาได้สำเร็จ และได้เข้ามาแข่งขันในรอบสุดท้ายที่กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะคว้าอันดับ 4 พร้อมกับรางวัลโค้กสตาร์มาครอบครอง

หลังจากนั้น ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล ได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย   โดยเขาได้มาเข้าร่วมทีมโรงเรียน เพื่อไปแข่งขันกีฬาฟุตบอลในระดับนักเรียนในรายการต่าง ๆ รวมทั้งสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลจตุรมิตรมาได้อีกด้วย ด้วยความสามารถของ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล ที่ได้ฉายแววออกมาตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็ก จึงทำให้ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล สามารถติดทีมชาติในชุดเยาวชน ตั้งแต่ที่เขายังเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเขาได้ติดทีมชาติในชุดคัดเลือก เอเชียน คัพ ตอนที่เขาศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทำให้เขาได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลร่วมกับนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติชื่อดังมากมาย ตั้งแต่ที่เขายังอายุน้อย ๆ ในอดีต ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล นั้นได้เคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ที่แฟนบอลชาวไทยทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี จากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ปี 1998 โดยที่ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล สามารถทำคะแนนจากการยิงลูกฟรีคิกจากนอกเขตโทษ ทำให้ทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ประตู ในรอบการแข่งขันก่อนรองชนะเลิศ

ท่ามกลางกระแสฟุตบอลฟีเวอร์ ทำให้แฟนกีฬาฟุตบอลชาวไทยได้เข้ามาเชียร์กันแน่นเต็มสนามราชมังคลากีฬาสถาน ในการแข่งขันครั้งนั้นเป็นไปอย่างสนุกสุดมันส์ จนครบเวลา 90 นาที ทีมชาติไทยก็ยังคงมีสกอร์เสมอกันกับทีมชาติเกาหลีใต้อยู่ที่สกอร์ 1-1 ประตู แต่ทีมชาติไทยก็ต้องเสียเปรียบเพราะว่าเหลือผู้เล่นในสนามเพียงแค่ 9 คน จากการที่นักกีฬาถูกผู้ตัดสินแจกใบแดงไล่ออกจากสนามไปถึง 2 คน

แต่แล้วปาฏิหารย์ก็ได้เกิดขึ้นกับทีมชาติไทย เมื่อมาถึงในช่วงต่อเวลาพิเศษ นักฟุตบอลทีมชาติเกาหลีใต้ได้ไปทำฟาวล์นักฟุตบอลไทยบริเวณเยื้องกรอบ 18 หลา นอกเขตโทษของฝั่งทีมชาติเกาหลีใต้ ในระยะประมาณ 30 หลา ดุสิต เฉลิมแสน แบ๊กซ้าย และ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล มิดฟิลด์จอมพลัง ของทีมชาติไทยได้ยืนอยู่ด้วยกันตรงจุดนั้น เพื่อที่จะตั้งเตะ จากนั้นทางด้าน ดุสิต เฉลิมแสน ก็ได้แปบอลเขี่ยด้วยเท้าซ้ายอย่างเบา ๆ เมื่อลูกบอลได้เคลื่อนที่ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ก็ได้วิ่งเข้ามาตะบันบอลด้วยเท้าขวาอย่างเต็มแรง ส่งบอลให้ลอยพุ่งเสียบไปยังสามเหลี่ยมเสาแรกเข้าประตูของทีมชาติเกาหลีใต้ไปอย่างสวยสดงดงาม ชนิดที่เรียกว่าผู้รักษาประตูเหินปัดบอลไม่ได้ทัน ทำได้แค่ปัดลมเท่านั้น

การทำประตูสุดสวยลูกนี้ของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ได้กลายเป็นประตูชัยทำให้ทีมชาติไทย สามารถเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ไปด้วยสกอร์ 2-1 ประตู โดยในขณะนั้นยังใช้กฎ “โกลเด้นโกล” ตัดสินอยู่ ซึ่งหากทีมใดที่ยิงประตูขึ้นนำได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทีมนั้นจะเป็นผู้ชนะในทันทีโดยไม่ต้องเตะจนครบเวลา

ทีมชาติไทยจึงเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์ สุดท้ายทีมชาติไทยได้ครองอันดับที่ 4 ในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้

จากประตูชัยของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ในนัดที่เอาชนะเกาหลีใต้ จึงได้กลายเป็น “ฟรีคิกในตำนาน” ของวงการฟุตบอลไทยไปตลอดกาล

ส่วนเส้นทางของการเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล นั้น เขาได้เคยเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของหลาย ๆ สโมสรฟุตบอลในประเทศไทย อาทิเช่น สโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด, สโมสรพัทยา ยูไนเต็ด, สโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ, สโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด, สโมสรชัยนาท ฮอร์นบิล, สโมสรนครปฐม ยูไนเต็ด, สโมสรพีที ประจวบ เอฟซี ส่วนในปัจจุบันนั้น ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ได้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของ สโมสร หนองบัว พิชญ อฟซี ทีมในศึกไทยลีก

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล กุนซือวัย 46 ปีรายนี้ ได้หมดสัญญากับ สโมสร พีที ประจวบ เอฟซี เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขัน ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจย้ายเข้ามาคุทีม “พญาไก่ชน” ต่อจาก  สมชาย ชวยบุญชุม ที่ได้แยกทางกับสโมสรออกไปก่อนหน้านี้ หลังจากที่ทีมเพิ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่น ไทยลีก 1 เป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งเรื่องนี้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ได้กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “ช่วงที่หมดสัญญากับสโมสร พีที ประจวบ เอฟซี ทางผู้จัดการทีม สโมสร หนองบัว พิชญ เอฟซี ก็ได้ติดต่อเข้ามาอยากที่จะให้มาทำทีมที่นี่ ซึ่งตัวเขาก็คุ้นเคยกับทางผู้จัดการทีมหนองบัวฯ อยู่ก่อนแล้ว”

และเขาก็ดีใจ ซึ่งเขานั้นได้เห็นสโมสรนี้มา เป็นสโมสรที่มีรากฐาน ตั้งแต่เริ่มสร้างสโมสรในใหม่ ๆ ซึ่งได้สร้างอะคาเดมี่ตั้งแต่ครั้งอยู่ลีกล่างด้วย ซึ่งเขาดูแล้วว่าจะแข็งแกร่งได้ แต่แน่นอนว่างานของโค้ชก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ค่อนข้างที่จะรับหน้าที่หนักอยู่แล้ว มีทั้งความกดดันที่สูงมาก ๆ แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมากับหลาย ๆ ทีม เขาก็จะพยายามที่จะใช้ประสบการณ์การทำงานตรงนี้พาทีมให้ไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จให้ได้

ซึ่งในตอนนี้ทีมก็ได้มีการเสริมทัพเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของนักกีฬาชาวต่างชาติ และนักกีฬาไทยเอง ที่ยังมีสัญญาอยู่ ก็ถือว่าเป็นโครงสร้างของทีมที่ดี และโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ก็คงจะได้เข้ามาคุยกับทีมงานเสียทีว่าทีมยังขาดในตำแหน่งตรงไหนอย่างไรบ้าง และดูนักกีฬาจากอะคาเดมี่ว่าจะมีน้อง ๆ คนไหนที่มีศักยภาพเพื่อจะได้ดันให้ขึ้นมาเพื่อเป็นนักกีฬาอนาคตใหม่ของทีมต่อไป